ย้อนรอยโรคระบาดในไทย ก่อนที่โลกจะรู้จักโควิด19 เราเคยผ่านอะไรกันมาบ้าง?

ย้อนรอยโรคระบาดในไทย ก่อนที่โลกจะรู้จักโควิด19 เราเคยผ่านอะไรกันมาบ้าง?

Home   /   ติดดอยล้อมวงเล่า

โซน : 17 Mar 2020   07:28
 
        ในขณะที่ สถานการณ์โควิด 19 ยังไม่มีท่าทีจะสงบนิ่งง่าย ๆ แถมในประเทศไทยเอง ก็มีทีท่าจะระบาดมากขึ้นทุกวัน ๆ

        ที่สำคัญเจ้าไวรัสตัวนี้ก็สามารถบินไปบินมาข้ามทวีปแบบไม่ต้องขอวีซ่า เพราะขณะนี้ได้แพร่ระบาดไปทั่วทั้งโลกอย่างสมบูรณ์แล้ว

        ซึ่งสถานการณ์ในไทยแม้ยอดผู้ติดเชื้อจะไม่ได้มีเพิ่มมากขึ้นเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดี

        ประกอบกับข่าวคราวในโลกออนไลน์ที่ดูจะสมเหตุสมผลพอสมควรว่า "คงไม่ได้มีผู้ติดเชื้อแค่นี้แน่"

        หนำซ้ำประเด็นล่าสุดที่ทำเอาผมแทบจะหงายหลังกับข่าว "ผีน้อยกลับบ้าน" ก็เข้าเพิ่มความแพนิกให้กับคนไทยมากเข้าไปอี๊กกก (เพราะพี่แกดันไม่กักตัวอยู่บ้านซะงั้น)
        หรือจะสด ๆ ร้อน ๆ กับประเด็น "หน้ากากอนามัยไม่พอบอกพอ" ที่โรงพยาบาลหลายแห่งต้องออกมาขอรับบริจาคหน้ากากอนามัยจากประชาชน แต่เค้าบอกว่าพอนะ... (เค้าไหนก็ไม่รู๊ เสียงสู๊งง)
 
        เอาล่ะ เกริ่นมาขนาดแน่นอนว่าวันนี้ผมมาพูดเรื่องไวรัสโคโรน่า หรือ โรคโควิด 19 กันแน่นอนไม่ผิดเพี้ยน แต่จะไม่ได้มีแค่โควิด 19 เท่านั้นฮะ เพราะเราจะพาทุกคนไปรู้จัก 3 บทเรียน โรคระบาดในไทย ก่อนที่เราจะรู้จักโคโรน่าเนี้ย เราเคยผ่านอะไรมันมาบ้างน้าา?

        ประเด็นนี้น่าสนใจฮะ เพราะตั้งแต่เกิดมาเนี้ยผมเองก็ผ่านมาช่วงเวลาของการระบาดมาไม่น้อยเหมือนกันนะ เท่าที่ผมเห็นภาพชัดเจนสุด ๆ (แบบเกิดทันนะ) ในเมืองไทยก็พอจะนึกออกอยู่ 3 โรคหลัก ๆ คือ ซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 (ย้ำว่าที่ผมทันนะฮะ) ซึ่งโรคระบาดพวกนี้นับแค่ในประเทศไทยแล้ว ถือว่าเป็นโรคที่คนไทยมีการตื่นตัวกันไม่น้อยเลยทีเดียว กระแสกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ที่ท่องกันติดปาก ในช่วงหลัง ๆ ก็มาจากการรณรงค์ในยุคเหล่านี้แหละ!!

        แต่ถ้าพูดถึงความน่ากลัวนั้น ขึ้นชื่อว่าโรคระบาด ขอย้ำว่าน่ากลัวทุกโรค ซึ่ง 3 โรคที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นหากจะนับเรื่องของอัตราการเสียชีวิต ล่าสุดทุกโรคก็โดนโควิด 19 แซงหน้าไปเรียบร้อยแล้วจ้า ไอแอมเดอะวินเนอร์!!

        แต่ก่อนที่คนทั่วทั้งโลกจะรู้จักกับเจ้าเชื้อไวรัสอู่ฮั่น หรือ โคโรน่าไวรัส หรือว่าโรค โควิด 19 เนี้ย เมื่อครั้งอดีตพระเจ้าเคยส่งบททดสอบที่ชื่อว่า "โรคระบาด" ให้แก่มวลมนุษยชาติมาหลายบทเรียนแล้วนะฮะ นักเรียนทุกคน

        ประเทศไทยหัวดำ ๆ ลูกตาสีตาสาอย่างเราเอง ก็โดนมาเยอะไม่ใช่น้อย คนล้มตายเป็นเบือยิ่งกว่าเจ้าโควิด 19 มาแล้วก็มีจ้าขอบอก

        เอาล่ะใส่หน้ากากอนามัย ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้เรียบร้อย แล้วย้อนรอยไปพร้อม ๆ กันเลยยย
 
        อหิวาตกโรค
 
 
        เริ่มกันที่โรคแรกอย่างอหิวาตกโรค ที่หลาย ๆ คนเรียกว่า "โรคห่า" หรือโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรง นั่นแหละ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากการรับทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนแบคทีเรียที่มีชื่อว่า "วิบริโอ โคเลอรี" จะติดต่อกันทางอ้อมผ่านทางแมลงวันที่ตอมตามอาหารของเรานั่นเอง!!

        บอกเลยว่าไอเจ้าโรคนี้เนี้ย มันมีมาตั้งแต่โบราณกาลเลยครับ และที่สำคัญ มันระบาด "หลายรอบ" อย่างในประเทศไทยเริ่มต้นระบาดครั้งแรก(จามที่มีการบันทึก)ในช่วงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์โน้นเลยนะ นานมาก ๆ โดยมีการบันทึกการระบาดของอหิวาตกโรคไว้แต่ละครั้งด้วย

        ครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รู้จักกับ“อหิวาตกโรค”คือในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งช่วงที่บาดตรงกับปี พ.ศ. 2363(ลองบวกลบแล้ว นานมากว่า 200ปีเลยทีเดียว) การระบาดครั้งนี้เค้าบอกว่า เริ่มต้นจากการระบาดที่อินเดียก่อนจะเข้ามายังประเทศไทย เข้ามาถึงสมุทรปราการและพระนคร โดยระบาดไปแค่ 2สัปดาห์ คนเนี้ยตายกันเป็นเบือจนเผาไม่ทันเลย ศพก็เลยกอง ๆ เอาไว้ในวัดสระเกษ และวัดอื่น ๆ ว่ากันว่าพระเณรต้องทิ้งวัดกันเลยทีเดียว
 
        แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์
 
 
        เป็นวลีสยอง ๆ ที่พวกเราหลาย ๆ คนได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ สาเหตุของคำ ๆ นี้ก็มาจากเหตุการณ์ “ห่าระบาด”ตอนช่วงรัชกาลที่ 2นี่แหละ เพราะว่ากันว่าพอมีคนล้มตายจากโรคนี้เยอะจึงทำศพเผาไม่ทัน แร้งก็เลยพากันมารุมทึ้งกินศพที่กลาดเกลื่อนอยู่ตามวัดวา และ ถนนหนทาง (บ้างก็ว่ามีการทิ้งศพลงแม่น้ำลำคลองด้วยนะ โรคกก็เลยระบาดทางน้ำต่อไปอี๊กกก) การระบาดของอหิวาฯในสมัยรัชกาลที่ 2 มีคนล้มตายเฉพาะในกรุงเทพและหัวเมืองใกล้เคียงมากถึง 30,000 คนเลย (ไม่แปลกใจที่ศพจะล้นวัด จนเผาไม่ทัน)

        มหากาพย์ของอหิวาตกโรคยังไม่หมดแค่นี้ อย่างที่บอกว่ามีการระบาดอยู่หลายครั้ง มันรีเทิร์นกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ในสมัยรัชกาลที่3ในปี พ.ศ. 2392 ซึ่งการระบาดรอบนี้เค้าเรียกกันว่า “ห่าลงปีระกา”เริ่มระบาดในประเทศไทยจากภาคใต้ทางเรือก่อนขึ้นมายังสมุทรปราการและกรุงเทพ ก่อนจะลุกลามไป ปทุมธานี พิษณุโลก และอ่างศิลา ชลบุรี การระบาดครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตในประเทศไทยมากถึง 40,000คนเลยทีเดียว!!

        หลังจากห่าลงปีระกาในสมัยรัชกาลที่ 3แล้ว อหิวาฯยังระบาดอยู่เรื่อย ๆ และด้วยความที่สมัยก่อนเรายังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกันใด ๆ สำหรับโรคนี้ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4และ 5 ก็ยังระบาดใหญ่ มีผู้คนล้มตายเยอะมากเช่นเดียวกัน และยังมีระบาดใหญ่ต่อมาถึง5ครั้ง แต่ละครั้งมีผู้คนล้มตายนับพัน นับหมื่น เรียกได้ว่า มาแต่ละทีบ้านเมืองนี่ร้างกันเลยทีเดียว ถ้าสมัยนี้การกักกันผู้ติดเชื้อคือโรงพยาบาล สมัยก่อนก็คงเป็นการย้ายเมืองหนีและทิ้งผู้ติดเชื้อให้อยู่ในเมืองนั้นตามลำพังครับ!! (รู้สึกโชคดีจังที่เราเกิดมาในยุคที่มีวัคซีนแล้ว)
 
 
 
        วัคซีนพระราชทานที่พระตำหนักจิตรลดาฯ
 
 
        ในปี 2501 ถึงปี 2502 อหิวากลับมาระบาดอีกหนมีผู้ป่วยทั่วประเทศ19,359 ราย เสียชีวิต 2,372 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยในจังหวัดพระนครและธนบุรีเสีย 11,401 ราย เสียชีวิต 869 ราย ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงจัดตั้งหน่วยฉีดวัคซีนพระราชทานสำหรับป้องกันอหิวาตกโรค ให้กับประชาชนบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และตามพื้นที่ต่างๆ เช่นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลอดจนจังหวัดอื่นในภูมิภาคต่างๆ ที่เสด็จพระราชดำเนินก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหน่วยฉีดวัคซีนตามเสด็จไปให้บริการแก่ประชาชนด้วย

        แม้ว่าประเทศไทยในปัจจุบันอหิวาตกโรคจะสงบลงแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสที่จะระบาดอีกนะ ดังนั้นบทเรียนจากอหิวาฯที่ทิ้งให้เราต้องระวัง คงหนีไม่พ้นเรื่องของอาหารการกิน แม้อาหารดิบมันจะแซ่บ ปลาร้ามันจะนัวแค่ไหน (น้ำลายไหลเลย) แต่การทานอาหารที่ปรุงสุก ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ง่ายที่สุดสำหับการป้องกันอหิวาฯ ที่เราพอจะทำได้
 
 
 
        โรคฝีดาษ หรือ ไข้ทรพิษ
 
 
        เป็นอีกโรคที่หลาย ๆ คนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีครับ เพราะโรคระบาดอย่าง“ฝีดาษ”เป็นสาเหตุที่ทำให้กษัตริย์ของไทยเราสวรรคตไปถึง2พระองค์ด้วยกัน นั่นคือ พระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 11 ของกรุงศรีอยุธยา และ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช… งั้นก็พอจะรู้กันแล้วใช่มั้ยล่ะว่า โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษเนี้ย มีมาน๊านนานตั้งแต่โบราณแล้วเช่นกัน

        มาทำความรู้จักฝีดาษกันแบบเผิน ๆ หน่อย ทำไมโรคนี้ถึงกลายเป็นหนึ่งในโรคระบาดร้ายแรงที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย โรคนี้ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงมากครับ เพราะผู้ติดเชื้อจะมีอาการผื่นขึ้นตามตัว ตามมาด้วยอาการไข้สูง ปวดหัว และ สามารถเกิดอาการชักได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อยังสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ด้วย โดยมีอัตราการตายสูงถึง 30%โดยเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “วาริโอลา เมเจอร์” (ไข้ทรพิษชนิดอ่อน มีความรุนแรงน้อย) “วาริโอลา ไมเนอร์” (ไข้ทรพิษชนิดรุนแรง)
 

 
 
        ระบาดทั่วโลกผู้ติดเชื้อนับล้าน

        ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปี 1967 มีผู้เสียชีวิตจากฝีดาษถึง15 ล้านคน หนักสุด ๆ ในไทยเห็นทีจะเป็นช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2ครับ

        สงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศไทย เป็นช่วงที่ทหารญี่ปุ่นขับเชลยศึกไปสร้างทางรถไฟสะพานข้ามแม่น้ำแควเพื่อเข้าสู่รัฐเชียงตุงของพม่า หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของทางรถไฟสายมรณะนั่นแหละ นอกจากญี่ปุ่นจะทิ้งทางรถไฟสายมรณะไว้ให้แล้ว ยังทิ้งโรคฝีดาษไว้ด้วยนี่แหละครับ!! เหล่าเชลยศึกหลังจากแยกย้ายกลับถิ่นฐานไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทย ก็พาสมบัติติดตัวอย่างโรคฝีดาษไปฝากคนอื่น ๆ กันอย่างถ้วนหน้าเลยทีเดียว ครั้งนั้นมีผู้ป่วยมากถึง 63,837 คน เสียชีวิต 15,621คน

        แต่ปัจจุบันนี้หายห่วงได้ครับ เพราะองค์กรอนามัยโลกได้ออกมาประกาศว่าโรคฝีดาษได้ถูกกวาดล้างไปจากโลกหมดสิ้นแล้วในปี พ.ศ.2523
 
        กาฬโรค หรือ มรณะดำ ทานอสแห่งวงการโรคระบาด  
 

        เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือโรคระบาดยังมีโรคระบาดยิ่งกว่า!! ถ้าคิดว่าสองตัวข้างบนสยองแล้ว อันนี้สยองยิ่งกว่าครับ ในจักรวาลมาร์เวลมีทานอสที่ดีดนิ้วป๊อกเดียวคนหายไปครึ่งโลก แต่ในครั้งหนึ่งกาฬโรคเคยทำให้โลกนี้กลายเป็นเหมือนตอนที่ทานอสดีดนิ้วมาแล้ว 

        คริสตวรรษที่ 6 ว่ากันว่าตอนช่วงที่ระบาดนั้น ประชากรยุโรปลดลงไปกว่า50%ในคริสตวรรษที่ 14 -19กรุงลอนดอนมีคนตายถึง 70% จากจำนวนประชากร 450,000 คน เหลือเพียง 60,000 คน ต่อมาได้เกิดการระบาดในประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ในสมัยนั้นหมอกาฬโรคถึงกับต้องสวมชุดหน้ากากอีกาดำเพื่อป้องกันตัวเองสำหรับการรักษาผู้ติดเชื้ออีกด้วย (แอบหลอนนิด ๆ แฮะ)
 

        มาทำความรู้จักกาฬโรคกันพอสังเขปซักหน่อยดีกว่าเนอะ กาฬโรคป็นโรคระบาดติดต่อจากสัตว์สู่คนจากแบคทีเรียเยอร์ซีเนีย เพสติส มักจะอาศัยอยู่ในสัตว์ฟันแทะที่มีขนาดเล็ก เช่น หนูและกระรอกส่วนใหญ่คนจะได้รับเชื้อจากการถูกหมัดหนู
 

        ที่มีเชื้อแบคทีเรียตัวนี้กัดและสามารถติดต่อได้ทางเสมหะและการหายใจจากคนหรือสัตว์ที่มีเชื้อนี้ได้อาการจะแบ่งเป็น 3ชนิดเลย คือ กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง คนป่วยจะมีไข้ และหนาวสั่นอย่างกะทันหันปวดหัว อ่อนเพลีย และมีต่อมน้ำเหลืองบวม เจ็บ หรือมีความรู้สึกไว อย่างน้อย 1 จุด เช่น ขาหนีบ รักแร้ หรือคอ และจะมีขนาดประมาณไข่ไก่

        กาฬโรคปอด คนที่ป่วยจะมีอาการคล้าย ๆ ต่อมน้ำเหลืองครับ คือ มีไข้ เพลีย ปวดหัว มีการคลื่นไส้ และปอดบวมอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอาการไอ เจ็บหน้าอก รายอาจทำให้มีน้ำมูกไหลหรือน้ำมูกปนเลือด ไปจนถึงทำให้การหายใจล้มเหลวหรือช็อกได้ภายใน2 วัน หลังจากติดเชื้อกาฬโรคปอด อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ป่วยหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป หรืออาจเกิดจากแบคทีเรียแพร่กระจายสู่ปอดซึ่งกาฬโรคชนิดนี้นับว่ารุนแรงท่าสุดเลยนะครับที่สำคัญสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ด้วย

        กาฬโรคแบบโลหิตเป็นพิษหรือติดเชื้อในกระแสเลือด ชนิดสุดท้าย อาการบางส่วนจะค่อนข้างคล้าย ๆ สองตัวข้างบนเลย คือ มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ช็อก ปวดท้อง และท้องเสีย อาเจียน แต่ที่น่ากลัวมาก ๆ เลยก็คือ การติดเชื้อกาฬโรคชนิดนี้จะทำให้เลือดออกตามผิวหนังไปจนถึงอวัยวะอื่น ๆ อีกด้วย เช่นปาก จมูก ผิวหนังบางส่วนจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เช่นพวกตามนิ้วมือนิ้วเท้าครับ กาฬโรคชนิดนี้มีสาเหตุจากหมัดที่มีเชื้อกัดหรือผู้ป่วยสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อหรืออาจมีสาเหตุจากกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองหรือกาฬโรคปอดที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
 
          กาฬโรคในไทย
 
        ในประเทศไทยของเราเองก็ไม่ได้รอดพ้นจากเงื้อมมือทานอสแห่งวงการโรคระบาดอย่างกาฬโรคนะจ๊ะ ว่ากันว่ากาฬโรคนั้นได้ระบาดมายังประเทศไทยผ่านพ่อค้าชาวอินเดียทางฝั่งธนบุรีช่วงปี พ.ศ.2447 โดยเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากหนูที่มีเชื้อกาฬโรคผ่านเรือสินค้าจากประเทศอินเดีย จากนั้นก็ระบาดลามไปถึงฝั่งพระนคร และลุกลามไปยังจังหวัดอื่น ๆ ไม่ปรากฏตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อที่แน่ชัด

        หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2456 มีรายงานว่าเกิดกาฬโรคระบาดที่จังหวัดนครปฐม มีผู้เสียชีวิต 300 คน และพบครั้งสุดท้ายในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2495 มีรายงานผู้ป่วย 2 รายตาย 1 ราย ที่ตลาดตาคลี นครสวรรค์ จากนั้นไม่มีรายงานกาฬโรคเกิดขึ้นในประเทศไทยจนปัจจุบันนี้

        ปัจจุบัน ถึงแม้ทั้ง 3 โรคระบาดร้ายแรงเหล่านี้ จะไม่ได้กลับมาระบาดอีกครั้งในประเทศไทยของเรา แค่ก็ใช่ว่าวิวัฒนาการของเชื้อโรค เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียจะหยุดวิวัฒนาการตามไปด้วย
อย่างล่าสุดที่ประเทศไทยและคนทั่วโลกต้องเผชิญปัญหาโรคระบาดร่วมกันอย่าง โควิด 19 ก็ทำให้เราตระหนักได้ว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริง ๆ ครับ
 
        หมั่นระมัดระวังตัวเองเมื่ออยู่ในที่ชุมชนแออัด สวมหน้ากากอนามัย (ถ้ามีใส่อ่ะนะ อิอิ) และหมั่นล้างมือด้วยเจลล้างมือหรือสบู่ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในอันตราส่วนที่พอดี เมื่อไม่มีใครดูแล พวกเราก็ต้องดูแลตัวเองเนอะทุกคน
 
 
 
 
 
 


 

Tag :



ติดดอยแนะนำ

ติดดอยรีวิว

หนึ่งในคอนโดที่ปล่อยเช่าดีมาก ตอนเช้าย้ายออก ตอนบ่ายย้ายเข้าเลย

จะมีคอนโดปล่อยเช่าอยู่อันนึง ที่แม้แต่ตอนโควิดก็ไม่มีผลอะไร มีคนเช่าตลอดๆ แทบไม่มีช่วงว่าง บางครั้งคือ คนเก่าย้ายออกตอนเช้า ตอนเย็นคนใหม่ใส่หน้ากากอนามัยขนของเข้าอยู่ต่อเลย

"Kave Wonderland" คอนโดแดนมหัศจรรย์ เพราะอยู่ที่นี่ก็เหมือนได้อยู่สวนสนุกทุกวันไปเลย!

หลังจากที่ผมถ่ายรูปห้องตัวอย่างใน Sales Gallery เสร็จ ผมก็หันไปบอกกับคุณบี ที่มาด้วยกัน เชื่อไหมว่า แป๊บๆ เดี๋ยวก็ Sold Out!!

"iCondo Activ พัฒนาการ" คอนโดราคาดีที่มาเพื่อ "พัฒนา" ให้พัฒนาการ "แอคทีฟ" กว่าใคร

แวบแรกหลังจากที่เลี้ยวรถเข้ามาแล้วได้เห็นตัวอาคารของ "iCondo Activ พัฒนาการ" ผมรู้สึกได้เลยว่า นี่มันโครงการแบบวัยรุ่นตะโกนเลยนี่หว่า


ติดดอยโร้ดทู

"The Key รัตนาธิเบศร์" ว่าที่คอนโดใหม่จาก Land and House ใกล้สายสีม่วง สถานีไทรม้า แค่ไม่กี่ก้าวเดิน

วันก่อนขับรถผ่านสถานีไทรม้า เหลือบๆ ตาไปเห็นที่ดินแปลงหนึ่งล้อมสังกะสี มีไวนิลติดเอาไว้ เลยลองลงไปดู พบว่าเป็นที่ดินที่ทาง “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” เตรียมพัฒนาเป็นคอนโดใหม่ภายใต้แบรนด์ 'The Key' กับโครงการ 'The Key รัตนาธิเบศร์' นั่นเอง

ส่องห้องตัวอย่าง "PLACE 168 วุฒากาศ" ประทับใจที่มีห้องเปล่าไว้ให้ดูแบบไม่ขายฝัน!!!

มันดีมากเลยนะเวลาเจอโครงการที่มี 'ห้องตัวอย่างพร้อมห้องเปล่า' ในไซส์เดียวกันเทียบให้ดูไปเลย!!!

"Aman Nai Lert Residences" มีเพียง 39 ครอบครัวเท่านั้นที่จะได้สัมผัสความแรร์ของทำเลบนธรรมชาติที่ปราศจากปรุงแต่ง

ผมว่าอีกหนึ่งไฮไลท์ของปีนี้ที่น่าจับตามองมากๆ หรือการเปิดตัวของ "Aman Nai Lert Residences" จากนายเลิศกรุ๊ปนี่แหละครับ


ติดดอยสไตล์

ทำไม AP ถึงเปิดโครงการเพิ่ม ทั้งที่เจ้าอื่น ‘ชะลอ‘? แถมไม่ใช่เปิดแบบปกติ แต่เป็น ‘Aggressive Growth’ !!!

“ปี 67 เป็นปีของตัวจริง” หลังจากปล่อยให้หลายเจ้าแถลงงบปึ 66 และแผนปี 67 ไปก่อน ‘AP Thai’ ถึงจะปล่อยของให้สมกับเป็น ‘เบอร์ 1‘ ของบริษัทอสังหาฯ ด้วย ….

รู้จักการ "Retention (รีเทนชั่น)" อีกหนึ่งวิธีช่วยผ่อนบ้านให้ชิลขึ้น

จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการผ่อนบ้านให้ดอกถูกลงอย่างการ 'Refinance' (รีไฟแนนซ์) มาแล้ว แต่นอกจากการ 'Refinance' ชาวผ่อนบ้านยังมีทางออกอีกอย่างก็คือการ 'Retention' (รีเทนชั่น) นั่นเองครับ

พาไปจิบต้นตำนาน Dirty Coffee ที่ร้าน "Bear Pond Espresso" ร้านกาแฟเล็กๆ ในย่าน Shimokitazawa

แม้ไปโตเกียวหนนี้ แม้ผมจะกดกาแฟอุ่นจากเครื่องหยอดเหรียญมากินง่ายๆ (และอุ่นมือแก้หนาวไปในตัว) อยู่ทุกวัน แต่ก็มีร้านกาแฟร้านหนึ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปเยี่ยมให้ได้สักครั้งอยู่นะ

#ติดดอยรวมมาให้ "ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน" กุมภาพันธ์ 2567

ไหนใครกำลังจะรีไฟแนนซ์กันบ้าง ใครกำลังผ่อนบ้านอยู่เพลิน ๆ นี่ห้ามลืมเด็ดเลยนะ เพราะหนี้บ้านพอพ้น 3 ปีแรก ดอกเบี้ยจะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย

ผ่อนบ้านหมดไวขึ้นด้วยการ Refinance เรื่องที่มือใหม่หัดผ่อนบ้านต้องควรรู้

สำหรับใครผ่อนบ้านมานานหลายปีแล้วการรีไฟแนนซ์ อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มผ่อนบ้าน การรีไฟแนนซ์เป็นเรื่องสำคัญที่ผมแนะนำให้ศึกษาเอาไว้ เพราะเป็นประโยชน์แก่เราชาวผ่อนบ้านมากๆ

#ติดดอยรวมมาให้ "ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน" กุมภาพันธ์ 2567

'เดือนแห่งความรัก' ก็เป็นฤกษ์ดีสำหรับใครที่อยากมีเรือนหอเนอะ เดือนนี้มีข่าวดีว่าดอกเบี้ยแบบคงที่เริ่มกลับมาแล้วนะ


© 2018 CONDOTIDDOI

ME ESTATE CO.,LTD
92/21 HOLLYWOOD STREET CENTER
PHAYATHAI RD. RACHATEVEE
BANGKOK 10400 THAILAND

02-656-6776
condotiddoi@gmail.com

CONTACT US

CONDOTIDDOI

CONDOTIDDOI

CONDOTIDDOI

085-546-4694

info.condotiddoi@gmail.com

Copyright www.condotiddoi.com © 2018
web design & programming by www.smilephp.com